Music Business Worldwide รายงานว่าตอนนี้ Amazon กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบสตรีมมิ่งเพลงความละเอียดสูงซึ่งจะเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ TIDAL โดยคาดว่าจะเปิดตัวบริการใหม่ได้ภายในช่วงท้ายปีนี้ บริการใหม่จาก Amazon นี้ คาดว่าจะเก็บค่าใช้บริการราว 15 ดอลลาร์ต่อเดือน โดยชูจุดขาย “คุณภาพดีกว่าซีดี” ซึ่งแน่นอนว่าบริการใหม่นี้จะเป็นคู่แข่งกับ TIDAL ทันที ซึ่งล่าสุด Amazon ก็เพิ่งเปิดให้บริการ Amazon Music แบบฟรีมีโฆษณาสำหรับผู้ใช้ Echo หมายความว่าหากเปิดบริการนี้จริง ก็จะเท่ากับ Amazon มีบริการสตรีมมิ่งแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ฟรี, จ่ายเงิน ไปจนถึงพรีเมียมคุณภาพเสียงดี เป็นคู่แข่งกับทั้ง Pandora, Spotify, Apple Music และ TIDAL ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่า บริการสตรีมมิ่งแบบใหม่ของ Amazon จะมีคุณภาพเสียงเท่าไร แต่คาดว่า Amazon น่าจะมีดีลพิเศษสำหรับผู้ใช้ Echo หรือสมาชิก Amazon Prime ด้วย ที่มา – TechCrunch [...]

Amazon มีบริการจัดส่งสินค้าให้ถึงบ้านแม้เจ้าของบ้านไม่อยู่ โดยใช้ Amazon Key ที่คนส่งสามารถปลดสมาร์ทล็อกเข้าไปวางของในบ้านได้หรือในรถได้ และเจ้าของบ้านก็รับรู้เพราะจะมีแจ้งเตือนผ่านแอพ ล่าสุดเปิดบริการ Key for Garage ให้ส่งของเข้าไปในโรงรถได้ด้วย Key for Garage เปิดให้บริการแก่สมาชิก Prime โดยลูกค้าต้องติดตั้ง Key Smart Garage Kit ระบบสมาร์ทล็อกที่ช่วยให้เจ้าของบ้านทำการเปิดปิดประตูได้จากระยะไกลผ่านแอพ Key by Amazon และสามารถติดตั้ง Amazon Cloud Cam เพื่อมอนิเตอร์สดๆแบบกล้องวงจรปิดว่าของถูกจัดส่งอย่างปลอดภัย ที่มา – Neowin Topics:  Amazon Prime Amazon

Amazon ยังไม่สนขายทุเรียนไทย

อะเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง (Amazon Global Selling หรือ AGS) จัดตั้งทีมงานในกรุงเทพฯชวน SME ไทยส่งออกสินค้าออนไลน์ ระบุสนใจผู้ประกอบการไทยมากเพราะมีศักยภาพแต่การรับรู้ยังจำกัด เป้าหมายปีนี้คือการสร้างการรับรู้วงกว้างและมาร์เก็ตเพลสที่ดีที่สุด เบื้องต้นไม่ตอบประเด็นภาษีจากการขายและตัว

แม้ว่า Apple และ Amazon จะเป็นคู่แข่งกันในฝั่งธุรกิจฝั่งผู้บริโภค แต่ฝั่งด้านธุรกิจด้านองค์กรนั้น Apple ยังคงจ่ายเงินให้ Amazon เรื่อยมา โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านคลาวด์ AWS ซึ่ง CNBC รายงานว่า Apple จ่ายเงินค่า AWS ถึงราวเดือนละ 30 ล้านดอลลาร์ เพื่อส่งบริการออนไลน์ต่าง ๆ สู่ผู้ใช้ ซึ่งมากพอที่จะทำให้ Apple เป็นลูกค้ารายสำคัญของ AWS แหล่งข่าวของ CNBC ระบุว่า ตัวเลข 30 ล้านดอลลาร์เป็นค่าเฉลี่ยต่อเดือนของไตรมาสแรกของปีนี้ โดย Apple จ่ายมากขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยเมื่อปีที่แล้วทั้งปี Apple จ่ายให้ AWS เป็นเงินราว 350 ล้านดอลลาร์ แต่ถ้าปีนี้ทั้งปี Apple ใช้ AWS ด้วยอัตราเดียวกับไตรมาสแรก เท่ากับว่าทั้งปี Apple อาจต้องจ่ายให้ AWS [...]

รัฐบาลอังกฤษประกาศว่าประชาชนสามารถถามข้อมูลรัฐ 12,000 ชิ้น จาก Alexa และ Google Assistant ได้แล้ว โดยทางรัฐบาลระบุว่าได้ทดลองโครงการให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลรัฐผ่านผู้ช่วยอัจฉริยะ โดยที่ประชาชนไม่ต้องพิมพ์ค้นหามาได้หกเดือนแล้ว ซึ่งตัวอย่างที่รัฐบาลยกมาจะเป็นข้อมูลทั่วไป เช่น ถามวันหยุดธนาคาร, ค่าแรงขั้นต่ำ, ถามหาสวัสดิการเด็ก, การทำพาสปอร์ต เป็นต้น เว็บไซต์ GOV.UK ของอังกฤษเป็นเว้บที่รวมเอาหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลเข้าไว้ด้วยกัน และแยกแยะเป็นหมวดหมู่กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับประชาชนไว้อย่างชัดเจน เช่น ด้านภาษี สวัสดิการ ผู้พิการ การทำใบขับขี่ และอีกมากมายที่ครอบคลุมกิจกรรมชีวิตคน การทำข้อมูลให้เข้าถึงผ่านผู้ช่วยอัจฉริยะจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อตัวเขาง่ายขึ้น ที่มา – GOV.UK Topics:  UK Alexa Google Assistant Amazon Echo

Google และ Amazon ประกาศพร้อมๆ กันว่าผู้ใช้งานลำโพงอัจฉริยะ Google Home และ Amazon Echo สามารถฟังเพลงสตรีมมิ่งจากแพลตฟอร์มของบริษัทได้ฟรีไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อใช้บริการสตรีมมิ่งรายเดือนเพิ่มถ้าไม่อยากจ่าย กล่าวคือ ผู้ใช้ Google Home ฟังเพลงจาก YouTube Music ส่วนผู้ใช้ลำโพง Amazon Echo ก็ฟังเพลงจาก Amazon Music ได้ฟรีเช่นกัน แต่มีโฆษณาทั้งคู่ และยังไม่สามารถควบคุมเพลงได้เหมือนเวอร์ชั่นเสียเงิน ดังนั้นเมื่อผู้ใช้ใช้งานจึงสามารถเลือกเพลงได้เป็นชนิดเท่านั้น เช่น เพลงป๊อบ เพลงลาติน เพลงดังตอนนี้ เป็นต้น ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เพราะแม้ลำโพงอัจฉริยะจะมีหน้าที่หลากหลาย แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงใช้มันฟังเพลงกันอยู่ดี ในกรณีสตรีมมิ่งถ้าผู้ใช้ไม่อยากจ่ายเงินเพิ่ม ก็ฟัง Spotify แบบเวอร์ชั่นฟังฟรีได้ การที่ผู้ใช้งานลำโพงทั้งสองค่ายสามารถฟังสตรีมมิ่งได้ฟรี จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้ลำโพงอัจฉริยะเข้าถึงคนกว้างขวางยิ่งขึ้น และทั้งสองบริษัทก็มีบริการเพลงของตัวเองอยู่แล้ว และไม่ต้องบังคับให้ผู้ใช้ต้องจ่ายเงินค่าใช้บริการสตรีมมิ่งเพิ่มด้วย ที่มา – YouTube Blog, Amazon Blog Topics:  Music Streaming Amazon Echo [...]

แหล่งข่าวของ Billboard รายงานว่า Amazon กำลังเตรียมหารือเกี่ยวกับบริการสตรีมมิ่งเพลงแบบฟรีมีโฆษณา เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่มีบริการสตรีมมิ่ง Prime Music และ Music Unlimited ที่เป็นบริการสตรีมมิ่งแบบเสียเงิน การเปิดตัวบริการสตรีมมิ่งใหม่ของ Amazon นี้ นอกจากแข่งขันกับ Spotify โดยตรงแล้ว ก็ยังมีจุดประสงค์เพื่อเป็นบริการเสริมให้ผู้ใช้ลำโพงอัจฉริยะ Amazon Echo สามารถเปิดเพลงฟังได้เลย ไม่ต้องสมัครสมาชิกหรือจ่ายเงินก่อน แต่จะจำกัดการเข้าถึงเพลงที่ไม่เหมือนบริการเสียเงิน และมีโฆษณาด้วย ปัจจุบัน Prime Music เป็นบริการภายในระบบสมาชิก Amazon Prime (ซึ่งรวมบริการส่งของฟรีและอื่น ๆ จาก Amazon ด้วย) ที่ราคาต่อปี 119 ดอลลาร์ ส่วน Music Unlimited เป็นบริการแยกที่คิดราคา 9.99 ดอลลาร์ต่อเดือน แต่มีราคาพิเศษโดยเหลือ 7.99 ดอลลาร์ต่อเดือนสำหรับสมาชิก Amazon Prime และ 3.99 ดอลลาร์ต่อเดือนสำหรับผู้ที่ฟังผ่าน Amazon Echo [...]

Walmart เชนร้านค้าปลีกรายใหญ่ของอเมริกา ประกาศเข้าซื้อกิจการ Polymorph Labs สตาร์ทอัพพัฒนาเทคโนโลยีด้านโฆษณา (Adtech) ด้วยมูลค่าที่ไม่เปิดเผย Polymorph มีแพลตฟอร์มสำหรับบริการจัดการโฆษณาออนไลน์ ซึ่ง Walmart มองว่าจะช่วยต่อยอดการจัดการโฆษณาแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (Target Ad) ได้ดีมากขึ้น โดยจะผสานการทำงานร่วมกับสื่อโฆษณาแบบภายในร้าน (In-Store) และแบบออนไลน์ รวมทั้งใช้ข้อมูลการซื้อของลูกค้าในการพิจารณาโฆษณาที่เหมาะสม ประเด็นที่น่าสนใจของดีลนี้คือธุรกิจค้าปลีกนั้น กำลังเข้ามาสู่ธุรกิจโฆษณามากขึ้น Amazon มีรายได้จากโฆษณาที่เติบโตสูงทุกปี และคาดว่าจะมีรายได้ส่วนนี้ถึง 15,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 ซึ่งเมื่อเทียบกับ Walmart แล้ว รายได้ส่วนธุรกิจโฆษณายังน้อยมาก จึงเป็นเหตุผลที่บริษัทเข้าซื้อกิจการสาย Adtech นั่นเอง ที่มา: TechCrunch และ Walmart Topics:  Walmart Acquisition Retail

Netflix เดินกลยุทธ์เพิ่มคอนเทนต์ผลิตเองเพื่อฉายลงแพลตฟอร์ม หรือออริจินัลคอนเทนต์มานานหลายปีแล้ว แต่ตอนนี้ก็มาถึงจุดที่ Netflix น่าจะหวังไว้เสียที นั่นคือการมีจำนวนออริจินัลคอนเทนต์ให้คนดูเลือกมากกว่าคอนเทนต์ที่ต้องซื้อลิขสิทธิแล้ว โดยข้อมูลจากบริษัทวิจัย Ampere Analysis พบว่าคอนเทนต์ที่มีให้เลือกใน Netflix อเมริกา มีจำนวนคอนเทนต์ออริจินัล (จ้างผลิตเอง) 51% ในสิ้นปี 2018 เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2016 ซึ่งมีอยู่ 25% นักวิเคราะห์จาก Ampere บอกว่า กลยุทธ์ดังกล่าวก็เพื่อให้ Netflix สามารถยืนด้วยตนเองได้ โดยเฉพาะจากปัจจัยสำคัญคือดิสนีย์เตรียมถอนคอนเทนต์ทั้งหมดออกจาก Netflix ในปีนี้ ฉะนั้น Netflix ต้องเพิ่มตัวเลือกคอนเทนต์ที่ผลิตเองให้คนดู และทำให้คนดูนิยมดูคอนเทนต์เหล่านั้นด้วย ข้อมูลที่น่าสนใจคือบริการสตรีมมิ่งคู่แข่งอย่าง Hulu หรือ Amazon Prime Video นั้นมีออริจินัลคอนเทนต์น้อยกว่า 5% เสียด้วยซ้ำ ทิศทางจากนี้ของบริการวิดีโอสตรีมมิ่งน่าจะเป็นการที่ผู้ผลิตคอนเทนต์แต่ละค่าย ต่างมีแพลตฟอร์มของตนเอง และล็อกคอนเทนต์ให้มีเฉพาะของตนเองเท่านั้น ความหนักใจก็อาจย้ายมาอยู่ที่ผู้ชมอย่างเรา ๆ แทนนั่นเอง ที่มา: Broadband TV News Topics:  [...]

Netflix ยังคงพยายามเจาะตลาดอินเดียต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้ทดลองเสนอแพ็คเกจราคาถูกลงกว่าเดิมให้กับลูกค้าบางกลุ่ม คิดค่าบริการอยู่ที่ 250 รูปีต่อเดือน (ประมาณ 115 บาท) ซึ่งผู้ใช้สามารถชมวิดีโอได้ที่ความละเอียดมาตรฐาน (SD) และต้องชมผ่านมือถือหรือแท็บเล็ตทีละเครื่องเท่านั้น ซึ่งที่ราคานี้ถูกกว่าแพ็คเกจถูกที่สุดอยู่ครึ่งหนึ่ง อินเดียเป็นตลาดที่การแข่งขันของวิดีโอสตรีมมิ่งนั้นสูงมาก ทั้งจากจำนวนประชากรมหาศาล และพฤติกรรมคนในประเทศที่นิยมดูวิดีโอออนไลน์มากขึ้น ทำให้อินเดียเป็นตลาดสำคัญของ Netflix เช่นกัน มีการลงทุนคอนเทนต์ออริจินัลต่อเนื่อง ที่น่าสนใจคือแม้ Netflix จะลดราคาลงมามากเท่านี้ แต่ก็ยังราคาแพงกว่าคู่แข่งอย่าง Amazon Prime Video (129 รูปีต่อเดือน) และ Hotstar (199 รูปีต่อเดือน) อยู่ดี อีกทั้งอินเดียเป็นอีกประเทศที่นิยมชมวิดีโอรายการผ่าน YouTube แบบติดโฆษณาด้วย อ่านเพิ่มเติม: สงคราม 3 ยักษ์ใหญ่ Netflix และ Amazon รวมถึง Disney เพื่อครองตลาด “อินเดีย” จาก Brand Inside ที่มา: Engadget Topics:  Netflix [...]

 Page 1 of 214  1  2  3  4  5 » ...  Last »